You are here: Home News การลดต้นทุนการผลิตด้านพลังงานไฟฟ้า
Decrease font size  Default font size  Increase font size 
พิมพ์ อีเมล

การลดต้นทุนการผลิตด้านพลังงานไฟฟ้า

การลดต้นทุนการผลิตด้านพลังงานที่ระบบไฟฟ้า สามารถทำได้หลายวิธีได้แก่

1. การลดความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด

คือ การควบคุมพลังงานไฟฟ้าในช่วงเวลาเดียวกันให้น้อยที่สุด ทั้งนี้ค่าพลังไฟฟ้าสูงสุด การไฟฟ้าฯจะวัดออกมาในรูปของค่าเฉลี่ยในช่วงเวลา 15 นาที และเรียกความต้องการไฟฟ้าสูงสุดที่เกิดขึ้นในรอบเดือนของการใช้ไฟฟ้าว่าความต้องการพลังไฟฟ้าเฉลี่ย 15 นาทีที่สูงสุด (maximum 15 minutes kilowatt demand) ซึ่งค่าพลังไฟฟ้าสูงสุดนี้ขึ้นอยู่กับอัตราค่าไฟฟ้าตาม แต่ละประเภท เช่น อัตราปกติ อัตราทีโอดี อัตราทีโอยู

อัตราปกตินั้นจะคิดจากค่าดีมานด์ (demand) ที่สูงที่สุดในทุกเวลาตลอดทั้งเดือน ดังนั้นในการพิจารณาว่าจะสามารถลดความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด เพื่อลดค่าไฟฟ้าได้หรือไม่นั้นต้องพิจารณาจากค่าโหลดแฟคเตอร์ (load factor :LF)

โหลดแฟคเตอร์ คือ อัตราส่วนของค่าพลังไฟฟ้าเฉลี่ยที่ใช้ในช่วงเวลานั้นๆต่อพลังไฟฟ้าสูงสุดในช่วงเวลานั้นๆ แสดงค่าเป็นร้อยละ

โหลดแฟคเตอร์= [พลังไฟฟ้าเฉลี่ย (kW) / พลังไฟฟ้าสูงสุด (kW)] x 100% = (พลังงานไฟฟ้าตลอดทั้งเดือน (kWh)/(พลังไฟฟ้าสูงสุด x 24 x จำนวนวันที่บันทึกพลังงาน x 100%)

ถ้าหากสามารถใช้พลังไฟฟ้าโดยมีค่าสม่ำเสมอได้ตลอดทั้งวัน จะทำให้โหลดแฟคเตอร์มีค่าสูงขึ้น ซึ่งผลจากการปรับปรุงค่าโหลดแฟคเตอร์ นอกจากจะเป็นการสนองนโยบายในการประหยัดพลังงานของประเทศแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างมากกับโรงงานอีกด้วย วิธีปรับปรุงโหลดแฟคเตอร์อาจทำได้ 3 วิธี ดังนี้คือ

1. การปรับปรุงวิธีการทำงานและวิธีการผลิต พร้อมทั้งเปลี่ยนช่วงเวลาการเดินเครื่องให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

2. การใช้อุปกรณ์ควบคุมอัตโนมัติหรือ demand controller ควบคุมการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงสุดขณะทำการผลิต

3. การปรับปรุงกระบวนการผลิตโดยใช้เครื่องจักรที่ทันสมัยให้ผลผลิตสูงขึ้นในขณะที่ใช้พลังไฟฟ้าเท่าเดิม ทำให้โรงงานสามารถลดการทำงานของเครื่องจักรบางตัวได้

ค่าโหลดแฟคเตอร์ที่ดีขึ้นอยู่กับชั่วโมงการทำงานของโรงงาน ดังนั้นถ้าโรงงานทำงาน 24 ชั่วโมง ค่าที่ดีควรประมาณ 80% ถ้าโรงงานทำงานวันละ 16 ชั่วโมงค่าที่ดีควรประมาณ 53.33% และถ้าโรงงานทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ค่าที่ดีควรประมาณ 26.66% อัตราที่โอดีนั้นจะคิดค่าดีมานด์ (demand) แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาของวันคือ on peck ช่วงเวลา 18:30-21:30 น. ราคาแพงที่สุดช่วง Partial Peak ช่วงเวลา 8:00-18:30 น. ราคาถูกกว่าช่วง on peck และช่วง off peck ไม่เสียค่า ดีมานด์ (demand) ดังนั้น โรงงานที่เหมาะกับอัตราค่าไฟฟ้า ทีโอดีควรเป็นโรงงานที่สามารถเลื่อนเวลาการใช้งานเครื่องจักรในช่วง 3 ชั่วโมง คือ 18:30-21:30 น. ได้ เช่น โรงงานที่มีห้องเย็นที่เก็บน้ำแข็ง หรือสามารถเลื่อนกะการทำงานได้ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าถูกลงกว่าเดิม

อัตราทีโอยูนั้นจะคิดค่า ดีมานด์ (demand) แบ่งเป็น 2 ช่วงเวลาของวัน คือ on peck ช่วงเวลา 09:00-22:00 น. วันจันทร์-ศุกร์ และ off peck ช่วงเวลา 22:00-09:00 น. วันจันทร์-ศุกร์และ 00:00-24:00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการตามปกติ(ไม่รวมวันหยุดชดเชย)

ดังนั้น เดิมถ้าโรงงานใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบทีโอดีอยู่แต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือลดการใช้ในช่วงเวลา 18:30-21:30 น. ได้ ถ้าเปลี่ยนเป็นอัตราทีโอยูจะส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าลดต่ำลง อีกทั้ง ควรจะเปลี่ยนเวลาการผลิตโดยไปผลิตให้เต็มที่ในช่วง off peck ก็จะสามารถลดต้นทุนค่าไฟฟ้าลงได้เช่นกัน

ดังนั้น โรงงานควรพิจารณาใช้อัตราค่าไฟฟ้าให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้พลังงานของโรงงาน อีกทั้งควรจัดการการใช้ให้เหมาะสมกับค่าไฟฟ้า จะส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าลดต่ำลง

2. การปรับปรุงค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์

การไฟฟ้านครหลวง ได้กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการปรับปรุงค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ให้มีค่าไม่ต่ำกว่า 0.85 (lagging) และได้กำหนดค่าปรับแก่กิจการที่ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ต่ำ โดยถ้าในรอบเดือนใดผู้ใช้ไฟฟ้ามีความต้องการพลังไฟฟ้ารีแอคทีฟเฉลี่ย 15 นาทีที่สูงสุดเมื่อคิดเป็น กิโลวัตต์(maximum 15 minutes kilowatt demand) แล้วส่วนที่เกินจะต้องเสียค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ในอัตรากิโลวาร์(kVar) ละ 15 บาท การปรับปรุงค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ให้สูงขึ้นทำได้โดยการติดตั้ง capacitor ที่ระบบแรงสูงหรือที่ตู้เอ็มดีบีหรือที่โหลดต่างๆ ก็ได้

ในการปรับปรุงค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ให้มีค่าสูงกว่า 0.85 จะทำให้ได้รับประโยชน์ ดังนี้

1. ไม่เสียค่าปรับเนื่องจากค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ต่ำกว่า 0.85 (เฉพาะการไฟฟ้านครหลวงเท่านั้น)

2. กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านสายไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆมีค่าลดลง ทำให้
-
ลดกำลังสูญเสียในสายไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า และอุปกรณ์อื่นๆ
-
แรงดันไฟฟ้าดีขึ้น

3. เพิ่มความสามารถหรือความจุของสายไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์อื่นๆ สายป้อน

4. สายป้อน คือ สายไฟฟ้าที่จ่ายไฟให้วงจรย่อยตั้งแต่ 2 วงจรขึ้นไป  หรือ จ่ายไฟให้กับ สายป้อนด้วยกัน  การกำหนดขนาดสายป้อนจึงเป็นการกำหนดขนาดสายไฟฟ้า และเครื่องป้องกันกระแสเกินของวงจรสายป้อน

การคำนวณโหลดของสายป้อน

การคำนวณโหลดของสายป้อน คือการนำโหลดทั้งหมดที่ต่ออยู่ในวงจรสายป้อน

เดียวกันมารวมกันในการคำนวณยอมให้ใช้ค่าดีมานด์แฟกเตอร์ได้  ค่าดีมานด์แฟกเตอร์ที่จะ

กล่าวต่อไปนี้อาจไม่ใช้ก็ได้ถ้าผู้ออกแบบพิจารณาแล้วว่าในการใช้งานจริงมีโอกาสใช้โหลด

มากกว่าค่าดีมานด์แฟกเตอร์ที่กำหนดไว้ ค่าที่กำหนดจึงเป็นเพียงแนวทางที่จะใช้ในการ

คำนวณและเป็นค่าต่ำสุดที่จะยอมให้ได้เท่านั้น  การใช้ค่าดีมานด์แฟกเตอร์มีข้อกำหนดดังนี้

1. โหลดแสงสว่าง ใช้ค่าดีมานด์แฟกเตอร์ตามตารางที่ 1 แต่ห้ามใช้กับสายป้อนใน

สถานที่บางแห่งของโรงพยาบาล หรือโรงแรมซึ่งบางขณะไฟฟ้าแสงสว่างจะต้องใช้พร้อมกัน

เช่น ในห้องผ่าตัด  ห้องอาหาร  หรือห้องโถง

2. โหลดเต้ารับใช้งานทั่วไปที่คิดโหลดไว้เต้ารับละไม่เกิน 180 วีเอ  ใช้ในสถานที่อื่นที่

ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยใช้ค่าดีมานด์แฟกเตอรตามตารางที่ 2

3. โหลดเต้ารับอื่นที่ไม่ใช่เต้ารับใช้งานทั่วไปตามข้อ 2 ให้คิดโหลดจากเต้ารับตัวแรก

ที่มีขนาดโหลดสูงสุดบวกกับ 40% ของโหลดเต้ารับที่เหลือ

4. โหลดเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป ใช้ค่าดีมานด์แฟกเตอร์ตามตารางที่ 3

ข้อควรระวัง การใช้ดีมานด์แฟกเตอร์สำหรับ วงจร 3 เฟส 4 สาย อาจเป็นผลให้้เครื่อง

ป้องกันกระแสเกินเล็กเกินไปสำหรับโหลดบางเฟสที่ไม่ใช้ดีมานด์แฟกเตอร์  เพื่อแก้ปัญหา

การออกแบบจึงควรแยกโหลดที่เป็นประเภทเดียวกันให้รวมอยู่ในแผงเดียวกัน

ตารางที่ 3 ดีมานด์แฟกเตอร์ของสายป้อนแสงสว่าง

ชนิดของอาคาร

ขนาดของไฟแสงสว่าง (โวลต์ - แอมแปร์)

ดีมานด์แฟกเตอร์ (ร้อยละ)

ที่พักอาศัย

ไม่เกิน 2,000

ส่วนที่เกิน 2,000

100

35

โรงพยาบาล

ไม่เกิน 50,000

ส่วนที่เกิน 50,000

40

20

โรงแรม รวมถึง ห้องชุดที่ไม่มีส่วน

ให้ผูอยู่อาศัยประกอบอาการได้

ไม่เกิน 20,000

20,001 - 100,000

ส่วนที่เกิน 100,000

50

40

30

โรงเก็บพัสดุ

ไม่เกิน 12,500

ส่วนที่เกิน 12,500

100

50

อาคารประเภทอื่น

ทุกขนาด

100

ตารางที่ 4 ดีมานด์แฟกเตอร์สำหรับโหลดของเต้ารับในสถานที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย

โหลดของเต้ารับรวม (คิดโหลดเต้ารับละ 180 วีเอ )

ดีมานด์แฟกเตอร์ (ร้อยละ)

10 เควีเอ  แรก

100

ส่วนที่เกิน 10 เควีเอ

50

ตารางที่ 5 ดีมานด์แฟกเตอร์สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป

ชนิดของอาคาร

ประเภทของโหลด

ดีมานด์แฟกเตอร์


1.
อาคารที่อยู่อาศัย


เครื่องหุงต้มอาหาร

เครื่องทำน้ำร้อน


เครื่องปรับอากาศ


10
แอมแปร์ + ร้อยละ 30 ขงส่วนที่เกิน 10 แอมแปร์

กระแสใช้งานของจริงของสองตัวแรกที่ใช้งาน + ร้อยละ25 ของตัวที่เหลือทั้งหมด

ร้อยละ 100




2.
อาคารสำนักงาน และร้านค้า รวมถึงห้างสรรพสินค้า


เครื่องหุงต้มอาหาร


เครื่องทำความร้อน


เครื่องปรับอากาศ

กระแสใช้งานจริงของตัวที่ใหญ่ที่สุด+ร้อยละ 80 ของตัวใหญ่  รองลงมา+ร้อยละ 60 ของตัวที่เหลือทั้งหมด

ร้อยละ 100 ของสองตัวแรกที่ใหญ่ที่สุด+ร้อยละ 25 ของตัวที่  เหลือทั้งหมด

ร้อยละ 100


3.
โรงแรม และอาคารประเภทอื่น


เครื่องหุงต้มอาหาร

เครื่องทำความร้อน

เครื่องปรับอากาศ ประเภทแยกแต่ละห้อง


เหมือนข้อ 2

เหมือนข้อ 2

ร้อยละ 75


การกำหนดพิกัดเครื่องป้องกันกระแสเกินของสายป้อน

การกำหนดขนาดเครื่องป้องกันกระแสเกินควรพิจาณาการทำงานที่ต่ำกว่าพิกัดของ

เครื่องป้องกันกระแสเกินเช่นเดียวกับวงจรย่อย เ่ขียนเป็นสมการได้ดังนี้

พิกัดเครื่องป้องกันกระแสเกิน  = 1.25 × โหลดของสายป้อน

การกำหนดขนาดสายไฟฟ้าของสายป้อน

สายไฟฟ้าของสายป้อนต้องมีขนาดกระแสไม่ต่ำกว่าพิกัดเครื่องป้องกันกระแสเกิน แต่ต้องมีขนาดไม่เล็กกว่า 4 ตร.มม.

การกำหนดขนาดสายนิวทรัล

ในวงจร 3 เฟส 4 สาย กระแสที่ไหลในสายนิวทรัลปกติจะไม่เท่ากับในสายเฟสการ

กำหนดขนาดสายนิวทรัลจึงต่างไปจากสายเฟส  โดยกำหนดจากปริมาณกระแสที่คาดว่าจะ

ไหลในสายนิวทรัล เนื่องจากโหลดไม่สมดุลโหลดที่ทำให้มีกระแสไหลในสายนิวทรัล  คือโหลด

1-เฟส ที่ต่ออยู่ในวงจร 3-เหส  เลือกใช้เฟสที่มากที่สุด และดำเนินการดังนี้

1.กรณีกระแสโหลดไม่สมดุลสูงสุดไม่เกิน 200 แอมแปร์ ขนาดกระแสของสายนิวทรัล

ต้องไม่น้อยกว่ากระแสโหลดสูงสุดนั้น

2. กรณีกระแสโหลดไม่สมดุลสูงสุดไม่เกิน 200 แอมแปร์ ขนาดกระแสของสายนิวทรัล

ต้องไม่ต่ำกว่า 200 แอมแปร์ บวกด้วย 70% ของส่วนที่เกิน 200 แอมแปร์

3. ถ้าโหลดไม่สมดุลเป็นโหลดประเภทหลอดดีสชาร์จ เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์

และอุปกรณ์เกี่ยวกับการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์  หรือ  อุปกรณ์อื่นทีทำให้มีกระแส

ฮาร์มอนิกส์ไหลในสายเส้นนิวทรัลสายนิวทรัลต้องมีขนาดกระแสไม่ต่ำกว่าโหลดไม่สมดุลนั้น

ข้อควรระวัง การกำหนดขนาดของสายนิวทรัลอาจได้ขนาดสายเล็กมากเมื่อเทียบ

กับสายเฟส  เมื่อเกิดการลัดวงจรสายอาจขาดก่อนที่เครื่องป้องกันกระแสเกินจะปลดวงจร

ดังนั้น ขนาดสายนิวทรัลจะต้องมีขนาดไม่เล็กกว่าสายดินของวงจรเดียวกันนี้

ตัวอย่างการคำนวณ

ตัวอย่างที่ 1 วงจรสายป้อนแบบ 1 เฟส 2 สาย ของอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งจ่ายไฟ

ให้โหลดตามที่แสดงในไดอะแกรมจงกำหนดขนาดสายไฟฟ้าและเซอร์กิตเบรกเกอร์ของวงจร

ย่อยและสายป้อนทั้งหมด กำหนดให้ใช้สายชนิด THW เดินร้อยท่อโลหะเกาะผนัง

วิธีทำ

3. วงจรย่อย

วงจรย่อยที่ 1 และ 2

ขนาเซอร์กิตเบรกเกอร์ = 1.25 × 12 × 0.86  =   12.9 แอมแปร์

ใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ขนาด 16 AT , 1P

สายไฟฟ้า THW ร้อยท่อโลหะเกาะผนัง ขนาด 2.5 ตร.มม. (18A)

วงจรย่อยที่ 3

ขนาดเซอร์กิตเบรกเกอร์ = 1.25 × 15 × 0.86  =  16.12 แอมแปร์

ใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ขนาด 16 AT , 1P

สายไฟฟ้า THW ร้อยท่อโลหะเกาะผนัง ขนาด 2.5 ตร.มม. (18A)

วงจรย่อยที่ 4 , 5 และ 6

ขนาดเซอร์กิตเบรกเกอร์ =  (1.25 × 15 × 180) / 220  =  15.3 แอมปร์

ใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ขนาด 16 AT , 1P

สายไฟฟ้า THW ร้อยท่อโลหะเกาะผนัง ขนาด 2.5 ตร.มม.(18A)

วงจรย่อยที่ 7 , 8 และ 9

ขนาดเซอร์กิตเบรกเกอร์  =  (1.25 × 12 × 180) / 220  =  12.27 แอมแปร์

ใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ขนาด 16 AT , 1P

สายไฟฟ้า THW ร้อยท่อโลหะเกาะผนัง ขนาด 2.5 ตร.มม.(18A)

วงจรย่อยที่ 10 , 11 และ 12

ขนาดเซอร์กิตเบรกเกอร์  = (1.25 × 10 × 1,000) / 220  =  56.8 แอมแปร์

ใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ขนาด 63 AT , 1P

สายไฟฟ้า THW ร้อยท่อโลหะเกาะผนัง ขนาด 25 ตร.มม.(77A)

สายป้อน

1. โหลดไฟฟ้าแสงสว่าง

โหลดรวม = ((12 + 12 + 15) × 0.86 × 220)) / 1,000  =  7.378 เควีเอ

ดีมานด์แฟกเตอร์ตามตารางที่ 1 เป็นอาคารประเภทอื่น (100%)

โหลดเมื่อใช้ดีมานด์แฟกเตอร์ =  7.378 × 1   =   7.378 เควีเอ

2. เต้ารับใช้งานทั่วไป

โหลดรวม = ((15 + 15 + 15 + 12 + 12 + 12) × 180) / 1,000  =  14.58 เควีเอ

ดีมานด์แฟกเตอร์ตามตารางที่ 2

โหลดเมื่อใช้ดีมานด์แฟกเตอร์ =  10 + (4.58 × 0.5)  =  12.29 เควีเอ

3. เครื่องทำน้ำร้อน

ดีมานด์แฟกเตอร์ตามตารางที่ 3

โหลดเมื่อใช้ดีมานด์แฟกเตอร์ =  (10 + 10) + (10 × 0.25)  =  22.5 เควีเอ

รวมโหลดสายป้อนเมื่อใช้ดีมานด์แฟกเตอร์แล้ว =7.378 + 12.29 + 22.5 = 42.168 เควีเอ

ขนาดเซอร์กิตเบรกเกอร์ =  (1.25 × 42.168 × 1,000) / 220  =  239.6 เควีเอ

ใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ขนาด 250 AT , 2P

สายไฟฟ้า THW ร้อยท่อโลหะเกาะผนัง ขนาด 150 ตร.มม. (251A)

ตัวอย่างที่ 2 วงจรสายป้อน 3 เฟส 4 สาย วงจรหนึ่งประกอบด้วยโหลดตามที่แสดง

จงหาขนาดกระแสของสายนิวทรัล  เมื่อโหลดในวงจรไม่มีฮาร์มอนิกส์

วิธีทำ

ตามรูปที่แสดง มีกระแสไหลในสายดังนี้

เฟส A กระแส =  150 + 280  =  430 แอมแปร์

เฟส B กระแส  = 150 + 270  =  420 แอมแปร์

เฟส C กระแส  = 150 + 300  =  450 แอมแปร์

สายนิวทรัล โหลด 1 เฟส ที่มากที่สุดคือ เฟส C เท่ากับ 300 แอมแปร์

ขนาดกระแสของสายนิวทรัล =  200 + 70% ของส่วนที่เกิน 200 แอมแปร์

=   200 + (100 × 0.7)      =      270 แอมแปร์

ข้อควรระวัง ถ้าโหลดในวงจรมีฮาร์มอนิกส์ด้วย ขนาดกระแสของสายนิวทรัลต้อง

ไม่ต่ำกว่า 300 แอมแปร์

ตัวอย่างการคำนวณ

ตัวอย่างที่ 1 ห้องฝ่ายผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กแห่งหนึ่ง มีโหลดแสงสว่างตามที่แสดงในรูป

ถ้าหลอดฟลูออเรสเซนต์กินกระแสชุดละ 0.6 แอมแปร์  จงกำหนดขนาดเซอร์กิตเบรกเกอร์และสายไฟฟ้า  กำหนดให้

ใช้สายตาม  มอก. 11-2531 ตารางที่ 2 เดินในท่อโลหเกาะผนัง สายป้อนเป็นแบบ 3 เฟส

วิธีทำ

วงจรย่อย

วงจรย่อยที่ 1 และ 9

โหลดเป็นวีเอ =    180 × 6                               =   1,080 วีเอ

ขนาดเซอร์กิตเบรกเกอร์ =    (1.25 × 1,080 ) / 220            =   6.1 แอมแปร์

ใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ขนาด 16 AT / 125 AF , 1P

สาย THW เดินในท่อโลหะเกาะผนังขนาด 2.5 ตร.มม. (18A)

วงจรย่อยที่ 2 ถึง 8

โหลดเป็นวีเอ =   0.6 × 220 × 7                        =   924 วีเอ

ขนาดเซอร์กิตเบรกเกอร์ =   1.25 × 0.6 × 7                       =   5.25 แอมแปร์

ใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ขนาด 16 AT / 125 AF , 1P

สาย THW เดินในท่อโลหะเกาะผนังขนาด 2.5 ตร.มม. (18A)

สายป้อน

โหลดแสงสว่าง ดีมานด์แฟกเตอร์ตารางที่ 3 (100%)

รวมโหลดแสงสว่าง =   (0.6 × 7) × 7 × 220               =   6,468 วีเอ

โหลดเต้ารับ ดีมานด์แฟกเตอร์ตารางที่ 4 (100%)

รวมโหลดเต้ารับ =   (180 × 6) × 2                        =   2,160 วีเอ

รวมโหลดทั้งหมด =   6,468 + 2,160                       =   8,628 วีเอ

ขนาดเซอร์กิตเบรกเกอร์ =   (1.25 × 8,628 ) / (√3 × 380)   =  16.38 แอมแปร์

ได้เซอร์กิตเบรกเกอร์ขนาด 20 AT , 1P (หรือใช้ 16 AT ก็ได้)

เนื่องจากกระแสแต่ละเฟสต่างกันมาก ควรใช้วิธีกำหนดขนาดเซอร์กิตเบรกเกอร์จากโหลดเฟสสูงที่สุด

คือ เฟส A (ดูตารางโหลดประกอบ)  จะได้ว่า

ขนาดเซอร์กิตเบรกเกอร์ขนาด 25 AT

เลือกใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ขนาด 25AT / 125 AF , 3P

สาย THW เดินร้อยท่อโลหะเกาะผนังขนาด 6 ตร.มม. (31A)

เขียนเป็นตารางโหลดได้ดังนี้

ตารางโหลด

Location Panel No L - 1

Capacity 12 Circuit

วงจร
ที่

รายการโหลด

โหลด(VA)

เซอร์กิตเบรกเกอร์

สายไฟฟ้า
และท่อร้อยสาย

A

B

C

ขั้ว

AF

AT

1

เต้ารับใช้งานทั่วไป

1,080

1

125

16

THW 2-2.5 ตร.มม. , EMT Ø 1/2

2

แสงสว่าง

924

1

125

16

"

3

"

924

1

125

16

"

4

"

924

1

125

16

"

5

"

924

1

125

16

"

6

"

924

1

125

16

"

7

"

924

1

125

16

"

8

"

924

1

125

16

"

9

เต้ารับใช้ทั่วไป

1,080

1

125

16

"

10

สำรอง

-

1

125

16

"

11

สำรอง

-

1

125

16

"

12

สำรอง

-

1

125

16

"

TOTAL

3,852

2,928

1,848

CB  25AT / 125AF , 3P

8,628

Cond. THW 4 - 6 ตร.มม. เดินในท่อ EMT Ø 3/4  

เขียนไดอะแกรมแยกต่างหากจากตารางโหลดเพื่อความสะดวก  ได้ดังนี้

โหลดรวมที่แสดงในตารางโหลดยังไม่มีการใช้ดีมานด์แฟกเตอร์  การคำนวณสายป้อนหรือโหลดรวมที่ต้องมี

การใช้ดีมานด์แฟกเตอร์ด้วย อาจไม่สามารถใช้โหลดรวมที่ได้จากการตารางโดยตรง  ต้องแยกคำนวณต่่างหากเพื่อจะ

ได้กำหนดขนาดสายไฟฟ้าและเครื่องป้องกันกระแสเกินได้ถูกต้อง

การออกแบบอาคารขนาดใหญ่ที่มีโหลดจำนวนมากและมีการใช้ดีมานด์แฟกเตอร์หลายส่วน ควรแยกโหลด

แยกโหลดแต่ละประเภทเป็นคนละแผงหรือคนละสายป้องกัน  เช่นโหลดแสงสว่าง  โหลดเต้ารับ และโหลดเครื่องใช้

ไฟฟ้าอื่น ๆ เป็นต้น จะทำให้การคำนวณเมื่อต้องใช้ดีมานด์แฟกเตอร์ทำได้ง่ายขึ้น


ตัวอย่างที่ 2 อาคารร้านค้าหลังหนึ่งประกอบด้วยแผงย่อยจำนวน 2 แผงคือ L-1 และ L-2 มีโหลดตามที่แสดง

ในตารางโหลด  จงกำหนดขนาดเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า สายเมนเข้าอาคาร และเมนสวิตซ์ ตามข้อกำหนดของการไฟฟ้า

นครหลวง กำหนดให้ใช้สาย THW สายป้อนเดินร้อยท่อโลหะเกาะผนัง สายเมนเดินในอากาศ โหลดทั้งหมดเป็นโหลด

1 เฟส

ไดอะแกรมเส้นเดี่ยวของร้านค้า

ไดอะแกรมของ L - 1

ไดอะแกรมของ L - 2

ตารางโหลด

Location Panel No L - 1

วงจร
ที่

รายการโหลด

โหลด (VA)

เซอร์กิตเบรกเกอร์

สายไฟฟ้า
และท่อร้อยสาย

A

B

C

ขั้ว

AF

AT

1

แสงสว่าง

2,000

1

125

16

THW 2-2.5 ตร.มม. in EMT Ø1/2"

2

แสงสว่าง

2,000

1

125

16

THW 2-2.5 ตร.มม. in EMT Ø1/2"

3

เต้ารับใช้งานทั่วไป

2,340

1

125

16

THW 2-2.5 ตร.มม. in EMT Ø1/2"

4

แสงสว่าง

2,000

1

125

16

THW 2-2.5 ตร.มม. in EMT Ø1/2"

5

เครื่องทำน้ำอุ่น

3,500

1

125

20

THW 2-4 ตร.มม. in EMT Ø1/2"

6

แสงสว่าง

1,000

1

125

16

THW 2-2.5 ตร.มม. in EMT Ø1/2"

TOTAL

4,000

4,340

4,500

CB  25AT / 125AF , 3P

12,840

Cond.  THW 4-6 ตร.มม. , G4 ตร.มม. in EMT Ø1"

ตารางโหลด

Location Panel No L - 2

วงจร
ที่

รายการโหลด

โหลด (VA)

เซอร์กิตเบรกเกอร์

สายไฟฟ้า
และท่าร้อยสาย

A

B

C

ขั้ว

AF

AT

1

แสงสว่าง

2,000

1

125

16

THW 2-2.5 ตร.มม. in EMT Ø1/2"

2

แสงสว่าง

2,000

1

125

16

THW 2-2.5 ตร.มม. in EMT Ø1/2"

3

เต้ารับใช้งานทั่วไป

2,340

1

125

16

THW 2-2.5 ตร.มม. in EMT Ø1/2"

4

เครื่องปรับอากาศ

1,500

1

125

20

THW 2-2.5 ตร.มม. in EMT Ø1/2"

5

เครื่องปรับอากาศ

1,500

1

125

20

THW 2-2.5 ตร.มม. in EMT Ø1/2"

6

เต้ารับใช้งานทั่วไป

1,800

1

125

16

THW 2-2.5 ตร.มม. in EMT Ø1/2"

TOTAL

4,000

3,840

3,300

CB  25AT / 125AF , 3P

11,140

Cond.  THW 4-6 ตร.มม. , G4 ตร.มม. in EMT Ø1"

วิธีทำ

หาโหลดรวมเพื่อกำหนดขนาดเซอร์กิตเบรกเกอร์และสายไฟฟ้าของแต่ละแผงย่อย ดังนี้

L - 1 หาโหลดรวมเมื่อใช้ดีมานด์แฟกเตอร์ ได้ดังนี้

1.โหลดแสงสว่าง ดีมานด์แฟกเตอร์ตามตารางที่ 3 (100%)

โหลด =    2,000 + 2,000 + 2,000 + 1,000     =    7,000 วีเอ

2. โหลดเต้ารับใช้งานทั่วไป ดีมานด์แฟกเตอร์ตามตารางที่ 4 (ไม่เกิน 10 เควีเอ 100%)  

โหลด =    2,340 วีเอ

3. โหลดเครื่องทำน้ำอุ่น ดีมานด์แฟกเตอร์ตามตารางที่ 5 (100%)

โหลด =    3,500 วีเอ

รวมโหลดทั้งหมด =    7,000 + 2,340 + 3,500                 =    12,840 วีเอ

ขนาดเซอร์กิตเบรกเกอร์ =  (1.25 × 12,840) / (√3 × 380)     =    24.38 แอมแปร์

ใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ขนาด 25AT / 125AF , 3P

สายไฟฟ้า THW 4-6 ตร.มม. (31A) ร้อยท่อ EMT เกาะผนัง (สายนิวทรัลเท่ากับสายเฟส)

L - 2 หาโหลดรวมเมื่อใช้ดีมานด์แฟกเตอร์  ได้ดังนี้

1. โหลดแสงสว่าง ดีมานด์แฟกเตอร์ตามตารางที่ 3 (100%)  

โหลด =   2,000 + 2,000                             =    4,000 วีเอ

2. โหลดเต้ารับใช้งานทั่วไป ดีมานด์แฟกเตอร์ตามตารางที่ 4 (ไม่เกิน 10 เควีเอ 100%)

โหลด =   2,340 + 1,800                             =    4,140 วีเอ

3. โหลดเครื่องปรับอากาศ ดีมานด์แฟกเตอร์ตามตารางที 5 (100%)

โหลด =   1,500 + 1,500                             =    3,000 วีเอ

รวมโหลดทั้งหมด =   4,000 + 4,140 + 3,000                  =   11,140 วีเอ

ขนาดเซอร์กิตเบรกเกอร์ =  (1.25 × 11,140) / (√3 × 380 )    =    21.15 แอมแปร์

ใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ขนาด 25AT / 125 AF , 3P

สายไฟฟ้า THW 4-6 ตร.มม. (31A) ร้อยท่อ EMT เกาะผนัง (สายนิวทรัลเท่ากับสายเฟส)

แนะนำ การกำหนดขนาดเซอร์กิตเบรกเกอร์สามารถใช้วิธีกำหนดจากโหลดเฟสสูงที่สุดได้

จากตารางโหลดทั้งสองตาราง ซึ่งรับไฟจากแผงเมน  การเขียนตารางโหลดของแผงเมน คือ การนำโหลด

รวมของแต่ละเฟสทุกแผงมาลงในตารางโหลดของแผงเมน จะเขียนตารางโหลดสำหรับแผงเมนได้ดังนี้

ตารางโหลด

วงจร
ที่

รายการโหลด

โหลด (VA)

เซอร์กิตเบรกเกอร์

สายไฟฟ้า
และท่อร้อยสาย

A

B

C

AF

AT

1

L - 1

4,000

4,340

4,500

3

125

25

THW 4-6 ตร.มม. in EMT Ø1"

2

L - 2

4,000

3,840

3,300

3

125

25

THW 4-6 ตร.มม. in EMT Ø1"

TOTAL

8,000

8,180

7,800

CB  63AT / 125 AF , 3P

23,980

Cond.  THW 4-16 ตร.มม. in Free Air

โหลดที่แสดงในตารางโหลดเป็นโหลดเมื่อยังไม่มีการใช้ดีมานด์แฟกเตอร์  ในการกำหนดขนาดสายป้อนและ

สายเมน สามารถใช้ดีมานด์แฟกเตอร์ได้ การคำนวณเป็นดังนี้

1. โหลดแสงสว่าง ดีมานด์แฟกเตอร์ตามตารางที่ 3 (100%)

โหลด =   2,000 + 2,000 + 2,000 + 1,000 + 2,000 + 2,000    =   11,000 วีเอ

2. โหลดเต้ารับใช้งานทั่วไป ดีมานด์แฟกเตอร์ตามตารางที่ 4 (ไม่เกิน 10 เควีเอ 100%)

โหลด =   2,340 + 2,340 + 1,800                =    6,480 วีเอ

3. โหลดเครื่องทำน้ำอุ่น ดีมานดืแฟกเตอร์ตามตารางที่ 5 (100%)

โหลด =   3,500 วีเอ

4. โหลดปรับอากาศ ดีมานด์แฟกเตอร์ตามตารางที่ 5 (100%)

โหลด =   1,500 + 1,500                            =    3,000 วีเอ

รวมโหลดทั้งหมด =   11,000 + 6,480 + 3,500 + 3,000   =    23,980 วีเอ

กระแส =   23,980 / (√3 × 380 )                   =    36.43 แอมแปร์

กำหนดขนาดเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า จากกระแส 36.43 แอมแปร์ 3 เฟส ตามตารางที่ 6 (การไฟฟ้านครหลวง)

ได้ขนาดเครื่องวัด 30(100) แอมแปร์ 3 เฟส กำหนดพิกัดเครื่องป้องกันกระแสเกินสูงสุดเท่ากับ 100 แอมแปร์

ขนาดเซอร์กิตเบรกเกอร์  = 1.25 × 36.43  =  45.54 แอมแปร์

เลือกใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ขนาด 63AT / 125AF , 3P

สายไฟฟ้า THW 4-16 ตร.มม. (81A) เดินในอากาศ (สายนิวทรัลเท่ากับสายเฟส)

กรณีเลือกใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ขนาด 100 แอมแปร์ จะต้องใช้สายไฟฟ้าขนาด 25 ตร.มม. เดินในอากาศ

***หมายเหตุ บทความนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษามิได้แสวงหาผลประโยชน์แต่ประการใด